เว็บไซต์ของเราใช้คุ้กกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้ให้ดีมากยิ่งขึ้น คุ้กกี้สามารถช่วยให้คุณเพลิดเพลินไปกับการใช้ฟีเจอร์ต่างๆ (เช่น การบันทึกข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ใน “ตะกร้าของคุณ”) การแชร์ในโซเชียลมีเดีย (ในเฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ฯลฯ) และการส่งข้อความและโฆษณาต่างๆ ที่ตรงกับความสนใจของคุณ (ในเว็บไซต์ และอื่นๆ) คุ้กกี้ยังสามารถช่วยให้เราเข้าใจว่า เว็บไซต์ของเราถูกใช้ในรูปแบบไหนบ้าง คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ ประกาศเกี่ยวกับคุ้กกี้ คลิ๊ก “ยินยอม” เพื่ออนุญาตให้เราใช้คุ้กกี้กับคุณ
ยอมรับ
ลด 20% ทันที เมื่อซื้อสินค้า 2 ชิ้น ขึ้นไป

น้ำตาลในเลือดคืออะไร ทำไมยิ่งสูงยิ่งน่ากลัว

น้ำตาลในเลือดคืออะไร? น้ำตาลในเลือดคืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ‘น้ำตาลในเลือด’ คืออะไร ทำไมหลายคนถึงกลัวกันหนักหนา โดยเฉพาะเมื่อไหร่ที่ทานของหวานยิ่งต้องระวัง จนเกิดคำถามว่าของหวานมีผลกับน้ำตาลในเลือดยังไง มาไขข้อสงสัยว่าน้ำตาลที่อยู่ในเลือดคืออะไร อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร พร้อมวิธีดูแลสุขภาพให้อยู่ร่วมกับของหวานที่แสนอร่อยได้อย่างปลอดภัย ไกลโรค

น้ำตาลในเลือดคืออะไร?

น้ำตาลในเลือด คือ ความเข้มข้นของระดับกลูโคส (น้ำตาล) ในเลือด ซึ่งกลูโคสถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ในร่างกายและเป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดของมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้วร่างกายของเราจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลในร่างกาย (Homeostasis)

ทำไมยิ่งสูงยิ่งน่ากลัว?

น้ำตาลในเลือด_ยูนิลีเวอร์ ไลฟ์

น้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งมักมีสาเหตุตั้งต้นจากอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่มีรสชาติ ‘หวานนำ’ และเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นอีกหนึ่งภาวะที่ค่อยๆ แสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป จนส่งผลต่อประสิทธิภาพของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่รับบทหนักในการควบคุมระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดทั่วทั้งร่างกาย

อาจสรุปได้ว่า หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าปกติ ก็เป็นข้อบ่งชี้ได้ว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับโรคเบาหวาน ซึ่งเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติในกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลที่อยู่ในเลือดให้เป็นพลังงาน และเมื่อน้ำตาลเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้ ระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดจึงสูงขึ้นจนผิดปกตินั่นเอง

เปิดความสัมพันธ์ ‘อินซูลิน’ กับ ‘ความหวาน’

หากพูดถึงตำแหน่งสำคัญของการควบคุมระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด ชื่อของฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) อาจเป็นชื่อที่เราต้องเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ทุกครั้งที่รับประทานอาหาร หรืออะไรก็ตามที่มีความหวานเข้าไป ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อพาน้ำตาลเหล่านั้นไปกระจายเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อมัดต่างๆ และนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ...แล้วทำไมเราถึงยังเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ?

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

1. กินหวานซ้ำซาก ทำประสิทธิภาพอินซูลินลดลง

จริงอยู่ที่อินซูลินมีหน้าที่สำคัญในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อมัดต่างๆ เป็นการควบคุมระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดให้มีความสมดุลแต่เมื่อไรก็ตามที่เรารับประทาน อาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงๆ ร่างกาย จะสั่งให้ฮอร์โมนอินซูลินหลั่งออกมาในปริมาณที่มากกว่าเดิม เพื่อไล่เก็บน้ำตาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเริ่มรู้สึกหิวเร็วกว่าปกติและโหยหาของหวานมากขึ้นไปอีก และอาจเข้าสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลินในที่สุด

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

2. พฤติกรรมเดิมๆ เพิ่มเติมคือดื้ออินซูลิน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) ซึ่งเป็นภาวะที่อินซูลินไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดได้อีกต่อไปซึ่งเสี่ยงต่อการ เป็นโรคเบาหวาน รวมถึงอาการแทรกซ้อนของอวัยวะต่างๆได้ เช่น ตา ไตและระบบประสาท ที่หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ต่อไปได้ ดังนั้นหากตรวจพบภาวะนี้ควรพยายามหลีกเลี่ยงอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มี น้ำตาลสูง และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและภาวะดื้ออินซูลินแต่เนิ่นๆ

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

3. กินมากกว่าใช้ จนร่างกายเอาไปใช้ไม่ทัน

ในขณะที่เราหมั่นเติมความหวานให้ร่างกายอยู่ทุกวัน พร้อมนั่งจ้องไอเท็มสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างสมาร์ตโฟน หรือนั่งเล่นคอมที่โต๊ะเสียเป็นส่วนใหญ่จนแทบ ไม่ได้ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหวร่างกาย จนน้ำตาลที่เก็บอยู่ตามกล้ามเนื้อแปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสม (Fat) ตามจุดต่างๆ จนเข้าสู่ภาวะโรคอ้วนได้

ลด-ไม่ลดน้ำตาลในเลือด ใครบ้างที่ต้องเช็ก?

นอกจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ความเครียด การออกกำลังกาย การมีรอบเดือน และการตั้งครรภ์ ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันมีวิธีเช็ก หรือตรวจวัดระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดได้โดยการเจาะเลือดอยู่หลายรูปแบบ ทั้งการตรวจแบบ Fasting Blood Sugar (FBS) หรือการตรวจระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือด (ปริมาณกลูโคส) หลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง และการตรวจแบบ Hemoglobin A1C (HbA1c) หรือการตรวจเม็ดเลือดที่มีน้ำตาลเข้าไปจับเคลือบผิว ย้อนหลังไปประมาณ 2-4 เดือน ซึ่งเป็นวิธีตรวจน้ำตาลที่อยู่ในเลือด ที่มีความน่าเชื่อถือสูง และหากพบว่ามีระดับน้ำตาลสะสมมากกว่า 6.5 mg% หมายถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ส่วนใครบ้างที่ควรเช็ก หรือควรเข้ารับการตรวจวัดระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดมากที่สุด ได้แก่

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

ผู้ที่มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักเกินเกณฑ์ มาตรฐาน (BMI) หรือมีรูปร่างอ้วน

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

ผู้ที่มีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง

น้ำตาลในเลือด_อินซูลิน_ลดน้ำตาล

ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว เป็นโรคเบาหวาน

เพื่อดูแลระดับน้ำตาลที่อยู่ในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ดีเป็นปกติอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปก็ควรตรวจเช็กระดับน้ำตาลด้วยเช่นกัน เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าประสิทธิภาพของร่างกายเป็นอย่างไร จนกว่าจะได้ตรวจเช็กร่างกายและป้องกันอย่างจริงจัง

เสริมทัพตัวช่วย เสริมการทำงานอินซูลิน!

ป้องกันไว้ดีกว่ารักษา ยังเป็นคำที่ใช้ได้ดีเสมอ โดยเฉพาะในสายสุขภาพที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรต้องลุ้นเป็นเจ้าของโรคภัย นอกจากการปรับไลฟ์สไตล์ให้มีความเสี่ยงน้อยลง ลดน้ำตาลด้วยการกำหนดความหวานให้ร่างกายจนเป็นนิสัยแล้ว การเสริมตัวช่วยที่เป็นประโยชน์ต่ออินซูลิน นับเป็นหนึ่งในทางเลือกในการส่งเสริมสุขภาพที่ดี จากสารสกัดอินเดียน กู๊ดส์เบอร์รี (Indian Gooseberry) ที่ไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งพันธุกรรม เพื่อคงประสิทธิภาพและสรรพคุณไว้อย่างครบถ้วนที่สุด

ทั้งยังปราศจากสารกลูเตนที่ก่อภูมิแพ้ ด้วยคุณสมบัติของกู๊ดส์เบอร์รีบวกกับกระบวนการพิเศษเหล่านี้ ทำให้อินเดียน กู๊ดส์เบอร์รี (Indian Gooseberry) ได้รับการจดสิทธิบัตรถึง 8 ฉบับ และผ่านการศึกษาด้านงานวิจัยประสิทธิภาพอีกมากมาย ถือเป็นความโชคดีของคนยุคนี้ที่มีตัวช่วยดีๆ พร้อมเสริมร่างกายให้แข็งแรงต่อเนื่อง

น้ำตาลในเลือด_อินเดียนกู๊ดส์เบอร์รี_ลดน้ำตาลสะสม
น้ำตาลในเลือด_อินเดียนกู๊ดส์เบอร์รี_ลดน้ำตาลสะสม

*1. ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 5 คน โดยรับประทานอาหารที่มีพลังงาน 584 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 91 กรัม น้ำตาล 60 กรัม) และอินเดียน กู๊ดส์เบอร์รี่ 1,000 มก. วัดค่าระดับน้ำตาลหลังทาน 2 ชม., 2. ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 33 คน รับประทานอินเดียน กู๊ดส์เบอร์รี่ วันละ 1,000 มก. เป็นเวลา 1 เดือน, 3. ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 80 คน รับประทานอินเดียน กู๊ดส์เบอร์รี่ วันละ 1,000 มก. เป็นเวลา 3 เดือน

บทความเกี่ยวข้อง

17 พฤษภาคม 2565

บอกลาริ้วรอยด้วย 5 วิธีลดริ้วรอยบนใบหน้า

หากพูดถึงการลดริ้วรอยบนใบหน้า เชื่อว่าหลายคนคงยอมเสียเงินเข้าคลินิก เพื่อแลกกับริ้วรอยที่ลดลงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถลดริ้วรอยบนใบหน้า ด้วยตัวเองและเห็นผลได้ในระยะยาว เพราะเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาและวิธีแก้อย่างแท้จริง ใ...
อ่านเพิ่มเติม
17 พฤษภาคม 2565

หารายได้เสริม ในยุคเศรษฐกิจไม่เป็นใจ! กับ ULife

หารายได้เสริม ในยุคเศรษฐกิจไม่เป็นใจ! กับ ULife

รายได้ลดลง คือหนึ่งในผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 สวนทางกับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่มีทีท่าจะลดน้อยลง อยากหารายได้เสริมแต่ไม่พร้อมเสี่ยง อยากรู้วิธีขายของออนไลน์แบบไม่ต้องสต็อกสินค้า (Dropship) ต้องอ่าน!

อ่านเพิ่มเติม
19 เมษายน 2565

ปาร์ตี้ได้ไม่กลัวอ้วนกับเคล็ดลับกินยังไงไม่ให้อ้วนลงพุง

พอถึงช่วงเทศกาลวันหยุด หรือวันสำคัญต่างๆ ทั้งที จะให้พลาดปาร์ตี้กินเลี้ยงฉลองกันได้ยังไง โดยเฉพาะช่วงปีใหม่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ ซึ่งหลายคนที่กำลังลดหุ่น ลดน้ำหนักก็ตั้งใจไว้ว่าปาร์ตี้นี้จะกินนิดเดียว แต่พอไปถึงก็อดไม่ได้เผลอกินเต็มที่อยู่ดี มารู้ตั...
อ่านเพิ่มเติม
จัดส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ ฿1,500

จัดส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อขั้นต่ำ ฿1,500

เราจัดส่งสินค้าภายใน 72 ชั่วโมง
ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง

ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง

เรานำเสนอแต่ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเท่านั้น
เวลาทำการ 9.00-19.00

เวลาทำการ 9.00-19.00

ติดต่อเราได้ทั้งทางแชทหรือโทรศัพท์
ระบบชำระเงินปลอดภัย 100%

ระบบชำระเงินปลอดภัย 100%

Visa, Mastercard

ถุงช้อปปิ้ง

ไม่มีสินค้าที่เลือก, กรุณาเติมสินค้าลงในถุงช้อปปิ้งของคุณ